Free Web space and hosting from freehomepage.com
Search the Web

เรื่องเล่าจากประสบการณ์ส่งผ่านศรัทธาจากพี่สู่น้อง

Home Required subject Minor subject Training What we gain from learning SW?

งานสังคมสงเคราะห์

          งานสังคมสงเคราะห์ในความหมายทั่วๆไปที่สังคมรับรู้ คือการสังคมสงเคราะห์ เป็นการกุศล การแจกเงิน แจกสิ่งของ การให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ด้อยโอกาสในสังคม ไม่ว่าจะเป็นการแจกจ่ายสิ่งของแก่ผู้ประสบภัย การให้ทุนเล่าเรียน โดยผู้มีชื่อเสียงทางสังคม เช่นคุณหญิง คุณนาย ดารา นักแสดง  ซึ่งความจริงแล้ว การสังคมสงเคราะห์มีรากฐานมาจากการกุศล ทว่าการกุศลไม่ใช่การสังคมสงเคราะห์ แต่เป็นการช่วยเหลือเฉพาะหน้า โดยไม่สนใจว่าผู้รับจะสามารถช่วยตนเองได้หรือไม่ เป็นการทำบุญทำกุศล มีผู้ให้ผู้รับที่การดำเนินงานไม่เป็นกระบวนการ ไม่ต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์ คนทั่วไปสามารถทำได้โดยไม่ต้องอาศัยนักวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ขณะเดียวกันงานสังคมสงเคราะห์คือ  ความมีศิลป์ในการช่วยเหลือเพื่อส่งเสริมการพัฒนาขีดความสามารถภายในของแต่ละบุคคล กลุ่ม ชุมชน ให้เขาทั้งหลายกระทำหน้าที่ของตนเองในสังคมได้อย่างเหมาะสม ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข รู้จักแก้ไขและป้องกันปัญหาได้เองทั้งในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งผู้ที่ปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ได้นั้นคือผู้ที่ถูกเรียกว่า นักสังคมสงเคราะห์เป็นบุคคลที่เข้าใจหลักและวิธีการทางสังคมสงเคราะห์อย่างถ่องแท้ กล่าวคือใช้หลักการ วิธีการ และกระบวนการของการสังคมสงเคราะห์ผนวกกับองค์ความรู้ในการทำงานช่วยเหลือมนุษย์และสังคมในระยะยาวจนกว่าผู้รับบริการนั้นจะสามารถช่วยตนเองได้ในที่สุด การช่วยเหลือนั้นจะคำนึงถึงศักดิ์ศรีของผู้รับบริการ และถือว่าเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ผู้รับจะต้องได้รับการช่วยเมื่อมีปัญหา ที่สำคัญต้องอาศัยนักวิชาการสังคมสงเคราะห์หรือคนที่ได้รับการอบรม และมีประสบการณ์การทำงานด้านนี้เท่านั้นถึงจะทำงานด้านนี้ได้ ผู้ทำกิจกรรมการสังคมสงเคราะห์เรียกว่า "นักสังคมสงเคราะห์"

นักสังคมสงเคราะห์มี 3 ประเภท
         

ประเภทที่ 1 คือนักสังคมสงเคราะห์อาชีพ หมายถึง ผู้ที่ได้ผ่านการศึกษาทางสังคมสงเคราะห์ศาสตร์จากสถาบันการศึกษาทางสังคม สงเคราะห์จนได้ปริญญาทางด้านนี้ ถึงแม้ว่าจะไม่ปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์เราก็ยังเรียก ว่า นักสังคมสงเคราะห์อาชีพ
          

ประเภทที่ 2 คือผู้อาสาปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า  "อาสาสมัครสังคมสงเคราะห์" หมายถึงผู้ที่มีความศรัทธาในการทำงานเพื่อสาธารณประโยชน์ โดยไม่รับเงินเดือนหรือค่าตอบแทนใดๆ งานที่ทำเป็นงานที่ไม่เหลือความสามารถ และรับทำโดยพิจารณาตามเวลาว่างที่มี
          

ประเภทที่  3 คือผู้ช่วยงานสังคมสงเคราะห์หมายถึงผู้ทำงานเคียงข้างนักสังคมสงเคราะห์ อาชีพให้ความช่วยเหลือ เตรียมงาน และมีส่วนร่วมในการทำงาน เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของวิชาชีพคนเหล่านี้ไม่มีคุณวุฒิทางสังคมสงเคราะห์ การทำงานนั้นได้รับค่าตอบแทน
          

สำหรับผู้รับบริการในงานสังคมสงเคราะห์มีหลายกลุ่มเช่นเดียวกัน ถ้าจะแบ่งกลุ่มผู้รับบริการที่ประสบปัญหาสังคมตามการปฏิบัติงานของกรมประชา สงเคราะห์   กระทรวงมหาดไทย   ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการโดยตรงที่รับผิดชอบในการดำเนินงาน    ส่งเสริมและสนับสนุนการสังคมสงเคราะห์เพื่อสวัสดิภาพ และความผาสุกของประชาชน แบ่งได้ดังต่อไปนี้
         

กลุ่มเด็กและเยาวชน  ได้แก่ เด็กกำพร้าอนาถา ถูกทอดทิ้ง เร่ร่อน พิการทางร่างกายหรือจิตใจ  มีปัญหาทางความประพฤติ เด็กยากจนขาดการศึกษา  เด็กที่กระทำความผิดและศาลสั่งให้เข้ารับการฝึกอบรม
         

กลุ่มสตรี ได้แก่ หญิงม่ายที่ต้องการความช่วยเหลือ โสเภณี สตรีตั้งครรภ์นอกสมรส  สตรีที่สามีต้องโทษจำคุก  สตรีที่ยากจน ขาดการศึกษาและสตรีที่มีบุตรแต่สามีไม่รับเลี้ยง
         

กลุ่มหัวหน้าครอบครัว ได้แก่ หัวหน้าครอบครัวที่มีปัญหาความแตกแยก หย่าร้าง ไม่มีงานทำ ไม่มีอาชีพ และหัวหน้าครอบครัวซึ่งไม่มีที่พึ่ง (ขอทาน)
         

กลุ่มคนชรา  ได้แก่  คนที่ไร้ญาติ  ไม่มีที่อยู่อาศัย  หรือคนชราที่อยู่กับครอบครัวไม่มีความสุข
         

กลุ่มคนพิการ ได้แก่ คนปัญญาอ่อน   คนที่พิการทางด้านร่างกายและจิตใจ
         

กลุ่มผู้ประสบสาธารณภัย  ได้แก่  ผู้ที่ประสบสาธารณภัยทุกชนิด  ผู้ที่พ้นโทษแล้วไม่มีญาติพี่น้อง  
 

ผู้ที่ติดยาเสพติด ผู้ที่ตายโดยไร้ญาติขาดมิตร ผู้อพยพมาจากประเทศอื่น (ผู้ลี้ภัย) ชนกลุ่มน้อยที่มีปัญหา


 

จุดมุ่งหมายของการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์
         

1. เพื่อการสงเคราะห์ผู้ประสบปัญหาความทุกข์ยากเดือดร้อนที่ช่วยตนเองไม่ได้ให้ สามารถช่วยตนเองได้ การให้การสงเคราะห์นี้รวมความถึงการบรรเทาและแก้ไขปัญหา การป้องกันและขจัดปัญหา การฟื้นฟู และปรับสภาพของบุคคลครอบครัว กลุ่ม และชุมชน
         

2. เพื่อการแก้ไขปัญหาสังคม เป็นการแก้ไขปัญหาสังคมให้ลดน้อยหรือหมดไป ปัญหาสังคมที่สำคัญซึ่งคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนางานสังคมสงเคราะห์แห่ง ชาติ ระบุไว้มี  ๙ ปัญหาด้วยกัน ได้แก่ ปัญหาเด็กและเยาวชน ปัญหายาเสพติด  ปัญหาชุมชนแออัด  ปัญหาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ปัญหาการใช้แรงงานเด็กและแรงงานสตรี   ปัญหาคนพิการ  ปัญหาการ ขาดแคลนบริการและสวัสดิการในสังคมชนบทปัญหาครอบครัว  ปัญหาศีลธรรม วัฒนธรรมและปัญหาสุขภาพจิต
         

3. เพื่อการพัฒนาสังคม หมายถึงการพัฒนาคนเพื่อให้ช่วยพัฒนาสังคมให้มีความเจริญก้าวหน้าสำหรับ ประเทศไทยในปัจจุบันนี้  ถือว่าการสังคมสงเคราะห์มีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาสังคม   กล่าวคือการสังคมสงเคราะห์จะช่วยให้ผู้รับบริการสามารถช่วยตนเองได้   เพื่อที่จะได้มีส่วนร่วมในการทำประโยชน์ให้แก่สังคมและประเทศชาติในที่สุด

สังคมสงเคราะห์เป็นวิชาชีพที่มีศาสตร์หลากหลายศาสตร์เป็นพื้นฐานในการประยุกต์เป็นองค์ความรู้ ในการปฏิบัติงาน การผสมผสานระหว่างศาสตร์ต่างๆในวิชาชีพสังคมสงเคราะห์นั้นมีอยู่หลายประการ ประการแรกการศึกษาเพื่อที่จะเป็นนักสังคมสงเคราะห์วิชาชีพนั้นจะต้องเป็นผู้ที่เข้าใจในเรื่องมนุษย์กับสังคม ดังนั้นศาสตร์ที่สำคัญจึงได้แก่ความรู้เรื่องศาสตร์ทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาศาสตร์ทางจิตวิทยา ความรู้ทางประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกนี้ ทั้งประวัติศาสตร์สากลและประวัติศาสตร์ของประเทศ เพราะประวัติศาสตร์เป็นความรู้ที่มีคุณค่าให้เราได้รู้จักตัวเอง รู้จักสังคมและเพื่อนมนุษย์ในโลกนี้ ประวัติศาสตร์จะช่วยให้เราสามารถคาดคะเนสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ นอกจากนี้ความรู้ทางกฎหมาย ความรู้ทางรัฐศาสตร์ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน ความรู้ด้านกฎหมายจะช่วยในการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์โดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติงาน เช่น กฎหมายแรงงาน กฎหมายสวัสดิการสังคม กฎหมายครอบครัวและอื่นๆอีกมากมาย ส่วนความรู้ทางรัฐศาสตร์มีเพื่อให้นักสังคมสงเคราะห์ได้รู้เรื่องความเป็นมาของระบอบการเมือง การปกครอง การบริหารประทศ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์โครงสร้างทางสังคม และความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์ ใช้เป็นฐานวิเคราะห์โครงสร้างเศรษฐกิจ โครงสร้างสังคม ให้ได้รู้ถึงปัญหาของคนในสังคมและแนวโน้มของปัญหาที่จะเกิดในอนาคต เนื่องจากงานสังคมสงเคราะห์เป็นกระบวนการทำงานให้คนสามารถปรับตัวเข้ากับสังคม สามารถมีชีวิตอยู่โดยปราศจากปัญหาหรือมีปัญหาน้อยที่สุด

ในการปฏิบัติงานของนักสังคมสงเคราะห์ของนักสังคมสงเคราะห์วิชาชีพ มักจะมีคำถามเสมอว่านักสังคมสงเคราะห์มีปัญหาของตัวเองแล้วจะแก้ปัญหาให้ผู้อื่นได้อย่างไร การปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ถือว่าเป็นวิชาชีพ(Profession) ในความเป็นวิชาชีพหรือเป็นมืออาชีพ ต้องมีความสามารถในการที่จะแยกแยะปัญหาส่วนตัวออกจากการปฏิบัติงานแก้ปัญหาให้กับผู้อื่น ไม่เฉพาะแต่นักสังคมสงเคราะห์เท่านั้นแม้แต่จิตแพทย์ นักจิตวิทยา ซึ่งมีหน้าที่ในการแก้ปัญหาให้คำปรึกษากับผู้ใช้บริการ ก็จะต้องมีความสามารถในการไม่เอาปัญหาส่วนตัวไปเกี่ยวข้องกับปัญหาของผู้ใช้บริการ และนี่เป็นสิ่งที่เรียกว่าความสามารถเฉพาะของการเป็นมืออาชีพที่จะต้องได้รับการศึกษาและฝึกฝนมาเป็นพิเศษ

Help them to help themselves

Work with, not work for.